nuffnang Ads

วันพฤหัสบดีที่ 8 กันยายน พ.ศ. 2554

นวัตกรรม FoodMatrix™

โภชนาหาร ในสภาวะอาหาร (FoodMatrix® Revolution)

“.. ทำงานร่วมกัน ดุจความมุ่งมั่นแห่งธรรมชาติ …”

            สปอร์ตทรอน ผู้นำด้านโภชนาการและความอยู่ดีกินดี ได้สร้างโภชนาหารในสภาวะอาหาร
(FoodMatrix Nutrients) ขึ้นมา ซึ่งผลการศึกษาวิจัยทางวิทยาศาสตร์สรุปว่า “ มีความใกล้เคียงกับ
อาหารมากที่สุด ” เราทุกคนทราบดีว่าแนวทางที่เหมาะสมที่สุดคือการได้รับโภชนาหารที่ต้องการ
จากอาหารที่เราบริโภค อย่างไรก็ตาม ในโลกสมัยใหม่แนวทางดังกล่าวปฏิบัติได้ยาก และอาจเป็น
สิ่งที่เป็นไปไม่ได้เลย

ร่างกายของมนุษย์เรา

           ถูกสร้างมาเพื่อใช้ประโยชน์จากโภชนาหารในพืช ยิ่งบริโภคอาหารในลำดับต้นของห่วงโซ่
อาหารที่ใกล้กับพืชมากขึ้นเท่าใด ก็ยิ่งจะได้ประโยชน์ทางโภชนาการมากขึ้นเท่านั้น

           เมื่อเราบริโภคพืชหรือส่วนต่างๆ ของพืชเป็นอาหาร โภชนาหารซึ่งประกอบด้วยวิตามินและ
เกลือแร่ ก็จะผูกติดไปกับโปรตีน คาร์โบไฮเดรต และไขมัน ในรูปธาตุอาหารพื้นฐานเชิงซ้อน
(Complex Food Matrix®) และเนื่องจากโภชนาหารดังกล่าวดำรงอยู่ใน “ สภาวะอาหาร ”
(FoodMatrix®) จึงมีปริมาณการดูดซึมสู่เนื้อเยื่อในร่างกายสูงและทำให้อัตราการใช้ประโยชน์
มีสูงกว่า

โภชนาหารในสภาวะอาหารคืออะไร ?

           ศาสตราจารย์ วินสัน แห่งมหาวิทยาลัย สแครนตัน รัฐเพนซิลวาเนีย ระบุว่า “ โภชนาหาร
ในสภาวะอาหาร คือ ความก้าวหน้าที่สำคัญที่สุดทางด้านโภชนาการในยุคปัจจุบัน ” สิ่งนี้มิได้
เป็นเพียงผลิตภัณฑ์วิตามินและเกลือแร่อนินทรีย์อีกยี่ห้อหนึ่ง แท้ที่จริงโภชนาหารในสภาพอาหารจะมีลักษณะเฉพาะ โดยที่วิตามินและเกลือแร่แบบใหม่จะเกาะเกี่ยวกันโดยทางโมเลกุลกับองค์ประกอบพื้นฐานแห่งชีวิตนั่นคือโปรตีน

ผลประโยชน์คืออะไร ?

           การศึกษามากมาย แสดงให้เห็นว่า การเกาะเกี่ยวของวิตามินและเกลือแร่กับโปรตีน ดังเช่น
ที่พบอยู่ในอาหารธรรมชาติ เอื้ออำนวยให้โภชนาหารดังกล่าวถูกนำไปใช้ประโยชน์ในร่างกายได้
อย่างมีประสิทธิภาพ นี่คือเหตุผลที่อธิบายว่าเหตุใดโภชนาหารในสภาวะอาหารจึงมีประสิทธิภาพกว่า
อย่างมากมาย จากการศึกษาวิจัยต่างๆมีข้อสรุปว่า การดูดซับสู่ร่างกายมีประสิทธิภาพมากกว่า 5
เท่าตัว การคงอยู่ (retention) และการปรากฏปริมาณสารอาหารในเนื้อเยื่อ มีประสิทธิภาพกว่าถึง
16 เท่า ดังนั้น จึงทำให้เกิดโภชนาหารสำรองที่มีศักยภาพอย่างสูงที่ร่างกายสามารถใช้สอยได้ใน
ยามต้องการ

โภชนาหารในสภาวะอาหาร = ประโยชน์ มหาศาล เพียงบริโภคด้วยปริมาณจำกัด

รับประกันความพึงพอใจ 100%

ทำไมต้องFoodmatrix

           พวกเราทุกคนต่างทราบว่าเรากำลังบริโภคอาหารกันอย่างไม่ถูกต้องเหมาะสมและอาหารที่ผ่านกระบวนการปรุงแต่งอย่างมากมายที่พวกเราบริโภคก็ไม่ได้ให้คุณค่าทางโภชนาการอย่างเพียงพอ นั่นคือสาเหตุที่ทำให้ร้อยละ 60-70 ของพวกเราต้องพึ่งพาผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร แต่ทว่า       
“ สิ่งที่คุณไม่ทราบ ” จะเป็นตัวการสร้างความเสียหายแก่พวกเรา... กิจการธุรกิจยารายใหญ่
ได้เก็บงำความเป็นจริงไม่ให้พวกเราทุกคนรับทราบ ที่จริงบริษัทยายักษ์ใหญ่เหล่านี้
ได้เคยดำเนินกระบวนการทางศาลเพื่อทำให้แน่ใจว่าคุณจะไม่ได้สดับรับฟังความจริงที่จะกล่าวต่อไป
           ทราบหรือไม่ว่ากว่าร้อยละ 90 ของวิตามินและแร่ธาตุที่มีอยู่ในผลิตภัณฑ์เสริมอาหารนับพันชนิดที่คุณซื้อหา จะมาจากบริษัทยักษ์ใหญ่เพียงไม่กี่ราย พวกเขาได้ทำการแยกวิตามินออกมาแล้วสร้างมันขึ้นมาใหม่ในห้องปฏิบัติการในปริมาณมหาศาล จากนั้นจึงส่งขายให้กับผู้ผลิตวิตามิน พวกเขายังได้ขุดค้นแร่ธาตุขึ้นมาจากเหมืองทั่วโลก และ “ หินบดละเอียด ” ( crushed rock) เหล่านี้ก็คือ สิ่งเดียวกันกับที่
คุณได้รับประทานในอาหารเช้าประเภทซีเรียล หรือวิตามินประจำวันของคุณ สิ่งที่คุณไม่อาจทราบก็คือ เคมีภัณฑ์และหินเหล่านี้ นอกจากร่างกายจะไม่ยอมรับเป็นโภชนาหารแล้ว ในบางกรณียังก่อให้เกิด     พิษภัยอีกด้วย นั่นเท่ากับว่าในความพยายามทำสิ่งที่เป็นคุณแก่ร่างกาย กลับอาจก่อให้เกิดอันตรายอย่างแท้จริงแก่ตัวเอง โดยสารเคมีและหินปูนที่ล่องลอยอยู่ในกระแสโลหิตของคุณนี่เองคือต้นเหตุแห่งความหายนะดังกล่าว
          ในกรณีตรงข้ามกับสภาพดังกล่าวข้างต้น   โภชนาหารที่พบในอาหารจะได้รับการยอมรับจากร่างกาย และร่างกายจะใช้มันไปเพื่อการบำรุงเลี้ยงส่วนต่างๆ โภชนาหารเชิงซ้อน (complex nutrients)
เหล่านี้จะอยู่ในรูปของฟู้ดแมทริกซ์™ โดยที่วิตามินและเกลือแร่จะเกาะตัวอยู่กับ โปรตีน คาร์โบไฮเดรต ไขมัน (lipids) เอนไซม์ และไบโอเฟลวานอยด์ (bioflavanoids)
          โภชนาหารในฟู้ดแมทริกซ์™ คือสิ่งที่ร่างกายของคุณถือเป็นอาหาร ซึ่งไม่ใช่สารเคมีที่ถูกแยกออกมาโดด ๆ ในการนี้นักวิทยาศาสตร์ได้พัฒนาวิธีการที่จะทำงานร่วมกับธรรมชาติ เพื่อผลิตโภชนาหาร ฟู้ดแมทริกซ์™ ซึ่งเป็นการผนวกรวมวิตามิน และเกลือแร่ อาหารที่แท้จริงเข้าด้วยกันโดยมีปัจจัยร่วม (cofactors) ที่สำคัญทุกอย่างยึดโยงอยู่กับวิตามินและเกลือแร่ที่จำเป็นแก่ร่างกายของคุณ 
เพื่อให้เข้าใจว่าโภชนาหารเหล่านี้ทำหน้าที่ได้ดีเพียงใด
นักวิจัยที่มหาวิทยาลัยสแครนตัน ได้ทำการทดสอบเปรียบเทียบประสิทธิภาพของโภชนาหาร
ฟู้ดแมทริกซ์™กับสารเคมีแบบ“แยกส่วน”(isolated chemicals) ที่มีต่อสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมวัยทารก
กระบวนการเริ่มจากการเลี้ยงสัตว์ทั้งหมดด้วยอาหารพร่องโภชนาการเป็นเวลาสองสัปดาห์จากนั้นจึงเริ่มให้กลุ่มหนึ่งได้รับโภชนาหารแบบ “แยกส่วน ” อีกกลุ่มหนึ่งได้รับโภชนาหารฟู้ดแมทริกซ์™
เป็นเวลาสี่สัปดาห์เท่ากัน ระหว่างนั้นก็ทำการ
ชั่งน้ำหนักและบันทึกความเปลี่ยนแปลงลงบนกราฟผลปรากฏว่าสัตว์วัยอ่อนเหล่านี้ ซึ่งเซลล์ร่างกายกำลังต้องการโภชนาหาร กลับไม่ได้รับประโยชน์จากโภชนาหารแบบ “ แยกส่วน ” ที่จริงน้ำหนักของมันกลับเริ่มลดลงด้วยซ้ำ ในทางตรงกันข้ามกลุ่มที่ได้รับ ฟู้ดแมทริกซ์™ กลับเติบโตและน้ำหนักของพวกมันได้เพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัวในช่วงเวลา 4 สัปดาห์
การศึกษานี้แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า โภชนาหารแบบแยกส่วนให้ผลน้อยมากหรืออาจไม่ช่วยใน
การเจริญเติบโตของเซลล์ หากตระหนักถึงความจำเป็นว่าเซลล์ต้องการการเติบโตและงอกงาม
เพื่อที่ร่างกายของเราจะมีขีดความสามารถในการบำบัดรักษา เติบโตเข้มแข็งขึ้นและสามารถต่อสู้กับ
การรุกรานของกาลเวลาได้

คุณคิดว่าโภชนาหารชนิดใดที่คุณกำลังใช้เลี้ยงดูเซลล์ในร่างกายของคุณ ?
          วิตามินจำเป็นต้องมีองค์ประกอบร่วม (cofactors) บางประการ จึงจะทำให้ร่างกายสามารถนำไปใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ “ ผู้ช่วย ” เหล่านี้ประกอบด้วยไบโอเฟลวานอยด์ และสารธรรมชาติอื่น ๆ
ซึ่งจะทำงานร่วมกับวิตามินเพื่อสร้างผลลัพธ์อันทรงคุณค่า การปราศจากองค์ประกอบร่วมดังกล่าว
ส่งผลให้ประสิทธิภาพของสารเคมีแบบแยกส่วนที่ถูกผลิตขึ้นในปริมาณมากมีเพียงน้อยนิด
ซึ่งอาจพิจารณาจาก กรณีวิตามิน C เป็นตัวอย่าง
ในการศึกษาเปรียบเทียบที่ดำเนินการที่วิทยาลัย
การแพทย์นิวเจอร์ซี่ พบว่ามีวิตามิน C
แบบฟู้ดแมทริกซ์™ ในกระแสเลือดมากกว่า 5 เท่า หลังผ่านไปสองชั่วโมง และมากกว่าอย่างไม่น่าเชื่อถึง 18 เท่า หลังผ่านไป 12 ชั่วโมง ยิ่งไปกว่านั้นแม้เมื่อเวลาผ่านไปแล้ว 24 ชั่วโมง วิตามิน C
จากฟู้ดแมทริกซ์™ ก็ยังมีมากกว่าวิตามิน C แบบ
 “ แยกส่วน ” ในทุก ๆ ช่วงเวลา
ข้อพิสูจน์ต่อไปถึงความเหนือกว่าของโภชนาหารคือ
การศึกษาที่เผยแพร่โดยมหาวิทยาลัยสแครนตัน
โดยการใช้ตัวอย่างเนื้อเยื่อเพื่อตรวจวัดปริมาณโภชนาหารที่ปรากฏในเนื้อเยื่อหลังการบริโภค
ฟู้ดแมทริกซ์™ และแอสคอร์บิคแอซิค (วิตามินซี)
ผลลัพธ์ที่ได้น่าประหลาดใจอย่างยิ่ง เมื่อพบว่าปริมาณวิตามิน C ในแบบฟู้ดแมทริกซ์™ จะปรากฏในเนื้อเยื่อมากกว่าวิตามิน C เมื่ออยู่ในสถานะโดดๆ ถึง 17 เท่าตัว มะเร็งในลำไส้ใหญ่คร่าชีวิตคนอเมริกันปีละประมาณ 47,000 คน มีความเชื่อกันโดยทั่วไปว่า โรคที่น่าสะพรึงกลัวนี้พัฒนามาจากติ่งเนื้องอก
(polyps)ดังนั้นการเติบโตของเนื้องอกเหล่านี้จึงได้รับการศึกษาวิจัยเพื่อประเมินความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งของคนไข้ ซึ่งในขณะที่ผลการศึกษาหลายชิ้นแสดงให้เห็นว่า วิตามินซี สามารถหยุดยั้งการเติบโตของเนื้องอกได้ แต่การศึกษาที่จัดทำขึ้นที่มหาวิทยาลัยดับลิน ทรินิตี คอลเลจ
(University of Dublin Trinity College) เปิดเผยว่า วิตามินซีแบบฟู้ดแมทริกซ์™ สามารถลดขนาดของ
เนื้องอกลงกว่าร้อยละ 50 ภายในระยะเวลาเพียง 30 วัน จึงเป็นที่แน่ชัดว่าโภชนาหารฟู้ดแมทริกซ์™
เหนือกว่าสารอาหารในแบบ “ แยกส่วน ” อย่างมากมาย ประเด็นคุณประโยชน์สำคัญอีกประการของเทคโนโลยีชีวภาพใหม่นี้ อยู่ที่วิธีการส่งผ่านเกลือแร่เข้าสู่ร่างกาย ผลงานทางวิทยาศาสตร์ที่ได้รับรางวัลโนเบล ได้พิสูจน์ให้เห็นว่า มีกระบวนการที่เป็นระบบที่ร่างกายใช้ในการส่งผ่านเกลือแร่เข้าสู่เซลล์โดยตรง ทั้งนี้หากปราศจากโปรตีนพิเศษที่ชื่อว่า
Chaperone ” ซึ่งพบได้ในโภชนาหารฟู้ดแมทริกซ์™ แร่ธาตุจากหินบด (crushed rock minerals) ซึ่งพบในอาหารเสริมเกือบทั้งหมด ก็จะจบลงด้วยการล่องลอยอย่างไร้จุดหมายในกระแสโลหิต นักวิทยาศาสตร์เองก็เพิ่งเริ่มที่จะเข้าใจถึงผลที่เป็นอันตรายถึงแก่ชีวิตของแร่ธาตุที่ล่องลอยโดยอิสระในร่างกายเหล่านี้

แคลเซียม นับเป็นตัวอย่างเด่นชัดที่แสดงว่าแร่ธาตุเหล่านี้เป็นอันตรายเพียงใด ปัจจุบันสตรีจำนวนนับล้านๆ คน บริโภคอาหารเสริมแคลเซียม แต่ในขณะที่หญิงชาวอเมริกันบริโภคอาหารเสริมแคลเซียมมากกว่าผู้หญิงในภูมิภาคอื่นๆ ทั่วโลก สหรัฐฯ
กลับเป็นหนึ่งในประเทศที่มีภาวะโรคกระดูกพรุน
(osteoperosis) สูงสุด สภาวะที่เป็นอันตรายนี้
รู้จักกันในชื่อของ “Brittle Bone Disease” หรือ
 “ โรคกระดูกเปราะ ” ที่ทำให้เกิดช่องว่างในกระดูกซึ่งสามารถนำสู่การแตกร้าวถึงทุพพลภาพและมักอันตรายถึงชีวิต ในรูปภาพต่อไปนี้คุณจะได้เห็น
การแตกร้าวจากการกดดันของกระดูกสันหลัง
ซึ่งมีสาเหตุมาจากการอ่อนตัวของกระดูก
อย่างไรก็ตามการบริโภคยาเม็ดแคลเซียมส่วนใหญ่ช่วยแก้ปัญหานี้ได้เพียงเล็กน้อย และอาจนำมาซึ่ง
ผลข้างเคียงที่เป็นอันตรายถึงชีวิต
             หากปราศจากซึ่งการส่งผ่านโปรตีนเพื่อเป็นตัวนำพาแคลเซียมให้ตรงเข้าสู่เนื้อเยื่อเป้าหมายที่แท้จริงแล้วแคลเซียมคาร์บอเนต (ซึ่งก็คือหินปูนบดละเอียดธรรมดา) ก็จะเข้าไปเกาะตามเนื้อเยื่อต่าง ๆ
ซึ่งจะส่งผลที่เป็นอันตรายยิ่ง แคลเซียมเหล่านี้อาจหาทางเข้าสู่บริเวณทรวงอก และไต หรืออาจเป็นอันตรายยิ่งขึ้นในกรณีที่ไปเกาะติดผนังเส้นเลือดแดง ทำให้ผนังเส้นเลือดแข็งและหนาขึ้น ผลึก (Plaque)
แคลเซียม นี่เองที่เป็นตัวการสำคัญของโรคหัวใจหรือหัวใจล้มเหลว ลองพิจารณาความแตกต่างระหว่างเส้นเลือดหัวใจ (coronary artery) ที่เป็นปกติกับเส้นที่อุดตันด้วยหินปูน ดังภาพ
นับเป็นเรื่องที่เข้าใจได้โดยง่ายว่า ทำไมคนอเมริกันจำนวนมากจึงต้องเข้าคิวรอคอยการตรวจร่างกายด้วยเครื่องสแกนเนอร์เทคโนโลยีสูง ที่สามารถตรวจสอบการก่อตัวของหินปูนอันตรายที่เส้นเลือดหัวใจของพวกเขา
         “ สิ่งที่คุณไม่ทราบสามารถก่ออันตรายแก่ตัวคุณ บริษัทยายักษ์ใหญ่เหล่านี้ได้พยายามต่อสู้เพื่อเก็บงำความจริงเหล่านี้ให้เป็นความลับสำหรับพวกเราทั้งปวง ห้องปฏิบัติการของพวกเขาได้ผลิตสารเคมีและหินบด ซึ่งอย่างดีก็แค่มีคุณประโยชน์ต่อสุขภาพเพียงน้อยนิด แต่สามารถก่ออันตรายอย่างแท้จริง เดี๋ยวนี้เรารู้ความจริงแล้ว ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับเราที่จะเผยแพร่ข่าวดีออกไป มีวิธีการที่ปลอดภัยและเป็นผลดีต่อสุขอนามัยกว่าในการดูแลร่างกายของคุณ ด้วยวิธีการทางธรรมชาติ (Working With Nature)
เราสามารถช่วยให้ร่างกายมีโอกาสในการต่อสู้
กับอันตรายจากอาหารที่ผ่านกระบวนการแปรรูปมากเกินไป สารเคมีที่เป็นพิษเป็นภัย ความเครียดและ
การร่วงโรยของสังขารตามกาลเวลา คุณคือผู้ที่อยู่ในแนวหน้าของการต่อสู้ที่ยิ่งใหญ่ในด้านสุขภาพ และความอยู่ดีกินดี ที่กำลังจะเกิดขึ้นต่อไป จงแบ่งปันข้อมูลข่าวสารนี้กับทุกคนที่คุณใส่ใจและห่วงใย...สมควรหรือไม่ที่พวกเราจะได้รับสิ่งที่ดีที่สุดในโลก
เราจะเป็นผู้ชนะ เพราะความจริงยืนอยู่เคียงข้างพวกเรา อ่านต่อที่นวัตกรรม FoodMatrix™